タイ ・インドネシア・フィリピンの会計・税務

THAILAND 国・地域情報 会計・税務 社会保険 

【THAILAND】กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2569

➡ ENGLISH 
➡ JAPANESE 

ภาพรวม

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (Employee Welfare Fund: “EWF”) ซึ่งเดิมมีกำหนดเริ่มจัดเก็บเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ได้เลื่อนการบังคับใช้ออกไปเป็นระยะเวลา 1 ปี และจะเริ่มจัดเก็บเงินสมทบตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

โดยทั่วไป บริษัทที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปมีหน้าที่เข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เว้นแต่จะเข้าข่ายได้รับยกเว้นตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น บริษัทที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund: “PF”) ซึ่งมีเงื่อนไขเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ การที่บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไม่ได้หมายความว่าลูกจ้างทุกคนของบริษัทจะได้รับยกเว้นจากการเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หากมีลูกจ้างบางรายที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เนื่องจากไม่เข้าเกณฑ์การเป็นสมาชิกตามข้อกำหนดของบริษัท ลูกจ้างดังกล่าวยังคงต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

บทความเกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจากปีที่ผ่านมา:

https://www.asahinetworks.com/library/thailand_library/7213


การดำเนินการที่บริษัทควรเตรียมความพร้อม

  1. การลงทะเบียน: บริษัทต้องลงทะเบียนบริษัทและลูกจ้างที่อยู่ในเกณฑ์ผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน โดยการลงทะเบียนจะต้องดำเนินการ         โดยพนักงานไทยที่บริษัทมอบหมาย และใช้เลขประจำตัวประชาชนของพนักงานดังกล่าวในการดำเนินการ แม้ว่ากฎหมายจะไม่ได้กำหนดวันสิ้นสุดของการลงทะเบียนไว้อย่างชัดเจน แต่บริษัทควรดำเนินการลงทะเบียนให้แล้วเสร็จภายใน เดือนกันยายน 2569 เพื่อให้พร้อมสำหรับการนำส่งเงินสมทบเมื่อกองทุนเริ่มมีผลบังคับใช้
  2. การยื่นแบบรายเดือน: ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 บริษัทจะต้องยื่นแบบรายเดือนผ่านระบบ e-Service   โดยสามารถกรอกข้อมูลใน แบบ สกล.3 (Sor Kor Lor 3) ผ่านระบบโดยตรง หรืออัปโหลดข้อมูลในรูปแบบ Excel ได้ บริษัทต้องยื่นแบบภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป สำหรับการยื่นแบบครั้งแรก   ซึ่งเป็นข้อมูลของเดือนตุลาคม 2569 กำหนดเดิมวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 ตรงกับวันอาทิตย์ ดังนั้น กำหนดวันยื่นแบบจึงเลื่อนเป็นวันที่ 16 พฤศจิกายน 2569
  3. การนำส่งเงินสมทบ: เมื่อยื่นแบบเรียบร้อยแล้ว ระบบจะออก Pay Slip ให้แก่บริษัท บริษัทสามารถ นำ Pay Slip ไปชำระเงินที่เคาน์เตอร์ธนาคาร หรือชำระผ่านระบบธนาคารออนไลน์ โดยต้องชำระเงินภายในกำหนดเวลาเดียวกับการยื่นแบบ

อัตราเงินสมทบ

ระยะเวลา

ลูกจ้าง

บริษัท

1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574

0.25%

0.25%

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป

0.50%

0.50%

ตัวอย่างเช่น หากลูกจ้างได้รับค่าจ้างเดือนละ 30,000 บาท ลูกจ้างและบริษัทจะต้องจ่ายเงินสมทบฝ่าย ละ 75 บาทต่อเดือน (30,000 × 0.25%) รวมเป็นเงินสมทบทั้งสิ้น 150 บาทต่อเดือน


ประเด็นสำคัญที่บริษัทควรทราบ

  1. ฐานในการคำนวณเงินสมทบ: เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างคำนวณจาก ค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับจริง โดยไม่มีการกำหนดฐานค่าจ้างขั้นต่ำหรือสูงสุด ซึ่งแตกต่างจากการคำนวณเงินสมทบประกันสังคมที่มีการกำหนดเพดานค่าจ้างสำหรับการคำนวณเงินสมทบ
  2. ความหมายของ “ค่าจ้าง” ในกรณีนี้ “ค่าจ้าง” หมายถึงค่าตอบแทนที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเป็นประจำและเป็นจำนวนคงที่ในแต่ละเดือน อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าเงินหรือผลประโยชน์ประเภทใดถือเป็น “ค่าจ้าง” สำหรับการคำนวณเงินสมทบ อาจต้องพิจารณาจากลักษณะและเงื่อนไขของการจ่ายเงินแต่ละประเภทเป็นกรณีไป
  3. เงินเพิ่มและบทลงโทษ: หากบริษัทนำส่งเงินสมทบล่าช้าหรือไม่ครบถ้วน บริษัทจะต้องชำระเงินเพิ่มในอัตรา 5% ต่อเดือน ของจำนวนเงินสมทบที่ค้างชำระ นอกจากนี้ การไม่ยื่นข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนด หรือการให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ อาจมีโทษ จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรณีที่บริษัทอาจได้รับยกเว้น

บริษัทอาจไม่ต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง หากเข้าข่ายกรณีใดกรณีหนึ่งตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น

●บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PF) ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และกำหนดอัตราเงินสะสมของลูกจ้างและเงินสมทบของบริษัท ไม่น้อยกว่าฝ่ายละ 2% อย่างไรก็ตาม หากมีลูกจ้างบางรายไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ลูกจ้างดังกล่าวยังคงต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

●บริษัทได้จัดตั้งกองทุนหรือสวัสดิการเพื่อสงเคราะห์หรือช่วยเหลือลูกจ้าง ตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว

●บริษัทประกอบธุรกิจหรือกิจการที่ได้รับยกเว้นตามกฎหมายหรือกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น งานบ้าน การประมงชายฝั่ง และการประมงนอกชายฝั่ง เป็นต้น


คำถามที่พบบ่อย

Q: กรรมการบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม หรือไม่มีสิทธิเข้าร่วมประกันสังคม จะต้องนับรวมเป็นลูกจ้างในการพิจารณาจำนวนลูกจ้าง 10 คนหรือไม่?

A: ไม่ต้องนับรวม อย่างไรก็ตาม โดยหลักทั่วไป กรรมการที่อยู่ในระบบประกันสังคมจะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องนำมานับรวมในการพิจารณาจำนวนลูกจ้าง

Q: ลูกจ้างที่อยู่ระหว่างทดลองงานต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่?

A: ต้องเข้าร่วม แม้จะยังอยู่ระหว่างทดลองงาน โดยหลักการในเรื่องนี้เป็นไปในลักษณะเดียวกับการเข้าร่วมระบบประกันสังคม

Q: ค่าเดินทางหรือค่าอาหารที่จ่ายตามจำนวนวันที่มาทำงาน และมีจำนวนแตกต่างกันในแต่ละเดือน ต้องนำมารวมเป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบหรือไม่?

A: ต้องนำมารวม โดยรายการที่อยู่ในฐานการคำนวณ ได้แก่ ค่าจ้างพื้นฐาน ค่าเดินทาง ค่าตำแหน่ง ค่าภาษา และค่าอาหาร เป็นต้น ส่วนรายการที่ไม่รวมอยู่ในฐานการคำนวณ ได้แก่ เบี้ยขยัน ค่าล่วงเวลา ค่าเล่าเรียน และเงินช่วยเหลือที่จ่ายเป็นการชั่วคราวหรือขึ้นอยู่กับเงื่อนไขบางประการ

Q: ลูกจ้างตามสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา หรือพนักงานที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน ต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหรือไม่?

A: ต้องเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

Q: หากบริษัทเข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพภายหลังจากที่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแล้ว จะต้องดำเนินการอย่างไร?

A: ข้อมูลของลูกจ้างที่เข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะถูกยกเลิกจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตั้งแต่เดือนที่ลูกจ้างเข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ส่วนลูกจ้างที่ไม่ได้เข้าร่วมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะยังคงอยู่ในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่อไป


Sor Kor Lor.03


หากมีข้อมูลหรือประเด็นสำคัญเพิ่มเติม เราจะแจ้งให้ทราบต่อไป

CONTACT US